3 นักเตะที่อยู่ในสภาพตัวอยู่นี่แต่ใจอยู่กับทีมคู่อะริ ติดตามกันได้ที่นี่ “Sbobet”

    บางทีทีมที่ใช่กับใจที่รักมันก็อาจจะไม่ได้เป็นทีมเดียวกันก็ได้ แต่มันก็มีเรื่องให้น่าติดตามกันมากกว่านั้นก็คือว่า มีนักเตะจำนวนหนึ่งที่เรียกได้ว่า ถึงแม้ว่าตัวจะอยู่กับทีมที่ใช่ แต่ใจนั้นมันไปอยู่กับทีมคู่อะริเสียอย่างนั้น เรียกได้ว่ามันเป็นอะไรที่ลำบากใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว แล้วจะมีนักเตะชื่อดังคนไหนบ้างที่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เรามาติดตามกันที่นี่” Sbobet “ทีเด็ดของคนคอบอลออนไลน์

เริ่มต้นกันที่นักเตะแข้งดังระดับโลกที่เอ่ยชื่อมาก็รู้จักกันทันที คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งนักเตะซุปตาร์ตัวพ่อของวงการ ซึ่งใครจะรู้ว่าในสมัยเด็กๆ นั้น พี่โด้ ของเราเชียร์ทีมเบนฟิก้า ซึ่งเป็นทีมคู่ปรับร่วมเมืองอย่างทีมสปอร์ตติ่ง ริสปอนส์ ก็ว่าได้ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็คือ 2 ทีมนี้เป็นทีมคู่เดือดร่วมเมืองเลยทีเดียว จนทำให้เคยมีการเหน็บแนมจากฝั่งเบนฟิก้าว่า ทางฝั่งสปอร์ตติ่งนั้น คุณไม่ต้องไปภูมิใจอะไรในตัว โด้ ให้มากนักหรอก เพราะเด็กคนนั้นเขาคือเด็กของเบนฟิก้า ว่ากันอย่างนี้เลยทีเดียว

นักเตะคนต่อมาเป็น จอห์น เธอร์รี่ ที่เป็นกัปตันทีมตลอดกาลของ สิงห์บลู เชลซี นั่นเอง โดยในสมัยเด็กนั้นเขาเคยเป็นแฟนบอลตัวยงของผีแดง แมน ยูฯ เนื่องจากว่าทั้งคู่พ่อและคุณปู่ของเขานั้นเป็นแฟนบอลผีแดง เรียกได้ว่าเป็นเด็กผีกันทั้งครอบครัวก็ว่าได้ แถมในสมัยเด็กๆนั้น ผีแดงเองก็เคยเกือบจะเอาตัว เธอร์รี่ ไปร่วมทีมแล้วด้วย แต่ตัวเขาเองก็เลือกสิงห์บลู เชลซี แทน แถมตอนนั้นเขาก็ยังบอกอีกด้วยว่า เขามีความสุขที่ได้เลือกทำแบบนั้น

มาจบกันที่นักเตะคนสุดท้ายที่เขามียาว่าเป็นปีกแห่งพญาวานร แกร์เรธ เบล นั่นเอง นักเตะของทีมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด นั่นเอง โดยก่อนที่เจ้าตัวนั้นจะย้ายทีมด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกมาที่ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด นั้น เบล เองก็ได้ระเบิดฟอร์มโหดกับทีมไก่เดือยทอง สเปอรส แต่ใครจะรู้ว่าเรื่องราวมันมาดันดันซับซ้อนไปกว่านั้นอีก ก็คือว่า เบล นั้นเคยชอบและเป็นแฟนบอลของ ไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซนอล มาก่อนด้วย เรียกได้ว่าเคยเป้นทีมคู่อะริกันมาแต่ในอดีตกาลแล้ว แต่เจ้าตัวก็เคยได้พูดว่า พอหลังจากที่เขาย้ายไปที่ไก่เดือยทอง ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไปมันไม่ใช่เรื่องยากอะไร แล้วนี่ก็คืออีกหนึ่งมุมเล็กๆ ของโลกลูกหนังที่นำมาฝากกันที่นี่” Sbobet “ทีเด็ดของคอบอลออนไลน์

“Sbobet” นำเสนอความต่างระหว่าง 2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ยูไนเต็ด

ถ้าเราพูดถึง 2 สโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ในเมืองแมนเชสเตอร์ อย่างทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คอบอลออนไลน์ใน” Sbobet “มีความรู้สึกว่า 2 ทีมนี้มีความต่างกันอย่างไรบ้าง แต่ในบทความของเราตอนนี้จะมานำเสนออีกหนึ่งมุมมองความต่างตั้งแต่หัวเรือใหญ่ของ 2 ทีมกันเลยทีเดียว

เอาความต่างเรื่องแรกเลยก็คงต้องมองกันไปที่หัวเรือใหญ่อย่างเจ้าของทีมที่มีความจริงจังในการบริหารทีมที่ค่อนข้างต่างกันทีเดียว โดยภาพลักษณ์ของ โจเอล กับ อาฟราน เกลเซอร์ ที่เป็น 2 พี่น้องที่แฟนบอลปีศาจแดงรู้จักกันดี เพราะส่วนมากว่าทั้งคู่จะเข้ามาชมเกมในสนาม แต่ส่วนมากแล้วก็จะมาแค่นั้น ไม่ได้เข้ามาที่สโมสรเพื่อหารือ วางแผนของทีมกันสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าอาจจะไม่ค่อยได้ทุ่มเทกับทีมสักเท่าไหร่นัก

เพราะส่วนมากทิศทางของทีมก็ปล่อยให้ลูกน้องคอยบริหารทีมกันไป แต่ก็เชื่อว่าลึกๆ แล้ว สองพี่น้องคู่นี้ก็คงอยากเห็นทีมประสบความสำเร็จกันอยู่พอสมควร แต่ถ้าเรามามองกันที่เจ้าของทีมเรือใบสีฟ้า อย่าง ซิส มาซูร์ ทีเรียกได้ว่าค่อนข้างตรงกันข้ามกับสองพี่น้อง เกลเซอร์ อย่างชัดเจนเลยทีเดียว เพราะเจ้าของทีมรายนี้ได้ลงมาบริหารทีมด้วยตัวเองอยู่บ่อยๆ โดยไม่ได้ปล่อยให้ลูกน้องทำงานอยู่ฝ่ายเดียว

ตรงนี้เองก็เลยทำให้เจ้าของทีมจริงๆ นั้นรู้ความเป็นไปของทีมได้อย่างลึกซึ้ง ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือว่า ตอนที่ ตูเร่ ออกอาการงอแงกับเรือใบสีฟ้า โดยเหตุที่งอแงคือมไดฉลองวันเกิดให้เขา เจ้าของทีมรู้อย่างนั้นก็รีบดำเนินการให้ทันทีเลย แล้วนี่มันก็แสดงให้เห็นว่า เจ้าของทีมเรือใบสีฟ้านั้นมีความจริงจังในการดูแลทีมมากกว่า ปีศาจแดง อยู่พอสมควรเลย

ความแตกต่างอย่างที่ 2 ทีเรียกได้ว่าการกำหนดแนวทางของทีมมีความชัดเจนที่ต่างกันพอสมควร ซึ่งจะเห็นได้เลยว่า เวลานี้ทีมเรือใบสีฟ้านั้นได้วางแนวทางในการทำเกมบุก วางทีมให้เอนเตอร์เทรนด์คนดูได้มากที่สุด ใส่ใจแฟนบอล จึงได้เอาตัวกุนซือย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาคุยทีมในเวลานี้ที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งยอดกุนซือที่ดีที่สุดในโลก รวมไปถึงฝ่ายบริหารจัดการทีมรายอื่นๆ ก็เคยทำงานกับทีมใหญ่อย่างบาร์เซโลน่ามาก่อนแล้วด้วย

ทำให้ทิศทางของทีมเรือใบสีฟ้าก็ชัดเจนว่า เน้นที่เกมบุก แต่ถ้ากลับมาดูทีม แมน ยูฯ นั้นก็ต้องบอกว่าหลังจากหมดยุคของ ท่านเซอร์ เฟอร์กี้ แล้ว ทีมก็ไม่รู้ว่ามีทิศทางไปทางใดเลย ก็เรียกได้ว่าสิ่งเหล่านี้มันระดับชั้นมันต่างกันอยู่ชัดเจน แฟนบอลออนไลน์ใน” Sbobet “คิดเห็นว่าอย่างไรก็ลองพูดคุยกันได้หรือเปล่า

จัดอันดับลูกหนังกับ “Sbobet” โค๊ชที่มีรายรับเข้ากระเป๋ามากที่สุด จะมีใครกันบ้างมาดูกัน

ในโลกของฟุตบอลนั้นไม่ใช่แค่นักเตะอาชีพเท่านั้นที่จะตบเท้ารับเงินค่าเหนื่อยอย่างมหาสานกัน แต่ก็ยังมีเหล่าบรรดาโค๊ชหรือว่ากุนซือผู้ที่คอยกุมบังเหียนให้ทีมนั้นไปทิศทางไหน จะไปทางที่คว้าความสำเร็จหรือว่าทางแห่งการดิ่งสู่เหวก็คือโค๊ชนี่แหละ ดังนั้น จัดอันดับลูกหนังกับ” Sbobet “ในตอนนี้เราจะพามาดูรายรับของเหล่าบรรดาโค๊ชที่มีค่าจ้างเยอะที่สุดกันว่ามีใครกันบ้าง มาดูกันเลย

เริ่มต้นกันทีโค๊ชที่ได้ฉายาว่าเป็นกุนซือสมองเพชร เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แห่งทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่นเอง เรียกได้ว่าสุดยอดกุนซือชาวสเปนรายนี้ เจ้าตัวประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ด้วยฝีไม้ลายมือการคุมทีมที่เรียกว่า ติกีตากะ ด้วยความสำเร็จกับทีมบารืซ่า และ เสือใต้ ทั้งในสเปน และ เยอรมันเป๊ป ก็เคยคว้าแชมป์ลีกมาแล้วทั้งนั้นและ ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นั้นกุนซือรายนี้ก็ไปได้ดีเลยทีเดียว ทำให้เจ้าตัวนั้นสามารถเปิดกระเป๋ารับทรัพย์ไปถึง 14.5 ล้านยูโรกันเลยทีเดียว คิดคร่าวๆ ก็ตกอยู่ที่ 537 ล้านบาทเลยทีเดียว

เขาว่ากันย่าเหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า เหนือ เป๊ป กวารืดิโฮล่า ก็ยังมียอกกุนซืออย่าง อัลเช่ หรือว่า คาโร อัลเชล้อตตินั่นเอง ที่เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในสุดยอดโค๊ชแห่งยุคสมัยนี้กันเลยทีเดียว ด้วยจุดเด่นก็คือกการคุมทีมในสไตล์เกมรุถกที่สุดแสนเร้าใจ และ โค๊ชอย่าง อัลเช่ นี่แหละคือชื่อแรกๆ ทีทุกทกคนนั้นคิดถึงอย่างมากเลยทีเดียวด้วยสไตล์การเล่นเกมสวนกลับที่มีประสิทธิภาพ

รวมไปถึงความเทพของเขาที่ไม่ว่าจะไปคุมทีมไหน ก็เรียกได้ว่าจะมีแชมป์ติดไม้ติดมือกลับมาตลอด และ ปัจจุบันนี้ อัลเช่ เองก็รับหน้าที่โค๊ชคุมทีมเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ที่ดูเหมือนว่าจะฝีมือโหดขึ้นทุกวันๆ รวมไปถึงเส้นทางการลุ้นแชมป์ลีกนั้นสดใสไม่ใช่น้อย จึงทำให้เจ้าตัวนั้นฟันค่าจ้างไปอย่างมหาสาน 15.5 ล้านยูโร หรือราวๆ 585 ล้านบาทเลยทีเดียว

โค๊ชคนสุดท้ายที่เราจะมาจัดอันดับลูกหนังกับ” Sbobet “ในตอนนี้ ที่เรียกได้ว่ามีสถิติการรับค่าจ้างที่สูงสุดในบรรดา 3 คนนี้ โค๊ชคนนั้นก็คือ โรลอร์ง บองค์ ที่เป็นอดีตกุนซือชื่อดังแห่งทีมเปเอสเช ซึ่งตอนที่เจ้าตัวยังคุมทีมอยู่นั้น ก็เคยพาทีมคว้าแชมป์ลีกมาทุกฤดูกาลเลยทีเดียวจนกระทั่งเจ้าตัวถูกปลดออกจากเก้าอี้ ก็มีจำนวนเงินที่รับค่าจ้างอยู่ที่ 20 ล้านยูโร หรือราวๆ 740 ล้านบาทเลยทีเดียว